หนึ่งศาสดา หลายสายธรรม

การตระหนักรู้ในอริยสัจ ๔ คือหัวใจของมรรคาพระอริยะ 
การรู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ ๔ จะบังเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติได้เจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
และ เจริญฌาณสมาธิควบคู่กับการเจริญปัญญา 
ณ วินาทีที่บรรลุเป็นพระโสดาบัน จะมีการก้าวกระโดดที่เรียกว่า "เกิดดวงตาเห็นธรรม" 
เพราะนี่เป็นครั้งที่ผู้ปฏิบัติจะได้เห็นธรรม คือเห็นสัจธรรมในคำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าสู่กระแสพระนิพพาน
บัดนี้ผู้ปฏิบัติได้เปลี่ยนสถานะจากปุถุชนไปเป็นพระอริยบุคคลแล้ว
สำหรับผู้ที่ธรรมะยังไม่แก่กล้า พระพุทธองค์จะสั่งสอนธรรมในหัวข้ออื่นไปก่อน 

จากหนึ่งศาสดา หลายสายธรรม หน้า ๕๒-๕๓


โพธิปักขิยธรรม 37 (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือเกื้อกูลแก่การตรัสรู้, ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค - Bodhipakkhiya-dhamma: virtues partaking of enlightenment; qualities contributing to or constituting enlightenment; enlightenment states)
1. สติปัฏฐาน 4
2. สัมมัปปธาน 4
3. อิทธิบาท 4
4. อินทรีย์ 5
5. พละ 5
6. โพชฌงค์ 7
7. มรรคมีองค์​ 8

    โพธิปักขิยธรรมนี้ ตามที่ทั่วไปในพระไตรปิฎก ตรัสไว้เพียงเป็นคำรวม ๆ โดยไม่ได้ระบุชื่อองค์ธรรม นอกจากในสังยุตตนิกายแห่งพระสุตตันตปิฎก ที่มีพุทธพจน์ตรัสระบุไว้ว่า ได้แก่ อินทรีย์ 5 และในคัมภีร์วิภังค์แห่งพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งไขความว่า โพธิปักขิยธรรม ได้แก่ โพชฌงค์ 7

    ธรรมชุดนี้ เมื่อตรัสระบุชื่อทั้งในชุดพระสูตร ทรงเรียกว่าเป็น อภิญญาเทสิตธรรม 
คือเป็น อภิญญาเทสิตธรรม 37 และในพระอภิธรรมท่านแสดงไว้ว่าธรรม 37 ประการนี้เป็น สัทธรรม

    นอกจากนี้ ธรรม 37 ประการชุดนี้ยังได้ชื่อว่าเป็น สันติบท คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อการบรรลุสันติ (รวมทั้งเป็น อมตบท และ นิพพานบท เป็นต้น) และเป็น เสรีธรรม หรือ ธรรมเสรี 

    ต่อมา ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา รวมถึงวิสุทธิมัคค์ จึงระบุและแจกแจงไว้ชัดเจนว่า โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ได้แก่ธรรมเหล่านี้

พจนานุกรม พุทธศาสนาตร์ ฉบับ ประมวธรรม [352]

สติปัฏฐาน 4       [182] (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสจิกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมัน - foundations of mindfulness)

1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา (comtemplation of the body; mindfulmess as regards the body)
ท่านจำแนกวิธีปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ 
    อานาปานสติ     กำหนดลมหายใจ 1
    อิริยาบถ            กำหนดรู้ทันอิริยาบถ 1
    สัมปชัญญะ        สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหวทุกอย่าง 1
    ธาตุมนสิการ      พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ 1
    นวสีวถิกา           พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน 9 ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของ
                               ร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น 1


2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่าเป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of feelings; mindfulness as regards feelings) 
คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ขณะนั้น ๆ

3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind; mindfulness as regards mental conditions)
คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธ ฯลฯ อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้น

4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน  (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind objecs; mindfulness as regards ideas)
คือ มีสติอยู่พร้อมด้วยความรู้ชัดธรรมทั้งหลายได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจจ์ 4 ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้น ๆ

สัมมัปปธาน 4    [156] (ความเพียร - effort; exertion)

1. สังวรปธาน (เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น - the effort to prevent; effort to avoid)
2. ปหานปธาน (เพียรละ หรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว - the effort to abandon; effort to overcome)
3. ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือเพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมีขึ้น - the effort to develop)
4. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่น และให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ - the effort to maintain)


ปธาน 4 อย่างนี้ เรียกอีกอย่างว่า สัมมัปปธาน 4 (ความเพียรชอบ, ความเพียรใหญ่ - right exertions, great or perfect efforts)

อิทธิบาท 4         [213] (คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย - path of accomplishment; basis for success)

1. ฉันทะ (ความพอใจ คือความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป - will; zeal; aspiration)
2. วิริยะ (ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระ ไม่ท้อถอย - energy; effort; exertion; perseverance)
3. จิตตะ (ความคิดมุ่งไป คือตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยให้ใจฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป อุทิศตัวอุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ - thoughtfulness; active thought; dedication)
4. วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น( investigation; examination; reasoningl testing)

อินทรีย์ 5            [258] (ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน - controlling faculty)

1. สัทธา (ความเชื่อ - confidence)
2. วิริยะ (ความเพียร - energy; effort)
3. สติ (ความระลึกได้ - mindfulness)
4. สมาธิ (ความตั้งจิตมั่น - concentration)
5. ปัญญา (ความรู้ทั่วชัด - wisdom, understanding) 

    หมวดธรรมนี้เรียกอย่างหนึ่งว่า พละ 5 ที่เรียกว่า พละ 5 เพราะความหมายว่า เป็นพลังทำให้เกิดความมั่นคง ซึ่งความไร้ศรัทธาเป็นต้น แต่ละอย่างจะเข้าครอบงำไม่ได้ ส่วนที่เรียกว่าอิรทรีย์ เพราะความหมายว่า เป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่างๆ ของตน คือเป็นเจ้าการในการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงตามลำดับ

พละ 5                [228] (ธรรมอันเป็นกำลัง - power)

    องค์ธรรม 5 อย่างในหมวดนี้ มีชื่อตรงกับ อินทรีย์ 5 จึงขอให้ดูที่ อินทรีย์ 5 พละหมวดนี้เป็นหลักปฏิบัติทางจิตใจ ให้ถึงความหลุดพ้นโดยตรง

โพชฌงค์ 7        [281] (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ - enlightment factors)

  1. สติ (ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง - mindfulness)
  2. ธัมมวิจยะ (ความเฟ้นธรรม, ความสอดส่องสืบค้นธรรม - truth investigation)
  3. วิริยะ (ความเพียร - effort, energy)
  4. ปีติ (ความอิ่มใจ - rapture)
  5. ปัสสัทธิ (ความผ่อนคลายสงบเย็นกายใจ - tranquillity, calmness)
  6. สมาธิ (ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วแน่ในอารมณ์ - concentration)
  7. อุเบกขา (ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง - equanimity)
    แต่ละข้อเรียกเต็ม มี สัมโพชฌงค์ ต่อท้ายเป็น สติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น


มรรคมีองค์​ 8    [293] หรือ อัฏฐังคิกมรรค (เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่า "ทางมีองค์แปดประการ อันประเสริฐ" - the Noble Eightfold Path) องค์ 8 ของมรรค (มัคคังคะ - factors or constituents od the Path) มีดังนี้

  1. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจจ์ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือรู้อกุศล และอกุศลมูล กับ กุศลและกุศลมูล หรือเห็น ปฏิจจสมุปบาท - Right View, Right Understanding)
  2. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ ได้แก่ เนกขัมมสังกัปป์ อพยาบาทสังกัปป์ อวิหิงสาสังกัปป์ - Right Thought) ดู [69] กุศลวิตก
  3. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต 4 - Right Speech)
  4. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบได้แก่ กายสุจริต 3 - Right Action)
  5. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ - Right Livelihood)
  6. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน 4 - Right Effort)
  7. สัมมาสติ (ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 - Right Mindfulness)
  8. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน 4 - Right Concentration)
    องค์ 8 ของมรรค จัดเข้าในธรรมขันธ์ 3 ข้อต้น คือ 
ข้อ 3, 4, 5 เป็น ศีล
ข้อ 6, 7, 8 เป็น สมาธิ
ข้อ 1, 2     เป็น ปัญญา
    
    ดู [124] สิกขา 3; และหมวดธรรมที่อ้างถึงทั้งหมด

    มรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นอริยสัจจ์ ข้อที่ 4 และได้ชื่อว่า มัชฌิมปฏิปทา แปลว่า "ทางสายกลาง" เพราะเป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุ้นพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสองทาง คือ กามสุขัลลิกานุโยค และอัตตกิลมถานุโยค ดู [15] ที่สุด 2 ; [204] อริยสัจจ์ 4

นิวรณ์ 5 (สิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม, ธรรมที่กั้นจิตไม่ให้บรรลุคุณความดี, อกุศลธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมองและทำให้ปัญญาอ่อนกำลัง - hindrances)
  1. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม, ความต้องการกามคุณ - sensual desire)
  2. พยาบาท (ความคิดร้าย,​ความขัดเคืองแค้นใจ - illwill)
  3. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม - sloth and torpor)
  4. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน และร้อนใจ, ความกระวนกระวายกลุ้มกังวล - distraction and remorse; flurry and worry; restlessness and anxiety)
  5. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย - doubt; uncertainty)
ขันธ์ 5  หรือ เบญจขันธ์ (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นหน่วยรวม ซึ่งบัญญัติเรียกว่า สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา-เขา เป็นต้น, ส่วนประกอบห้าอย่างที่รวมเข้าเป็นชีวิต - the Five Groups of Existence, Five Aggregates)
  1. รูปขันธ์ (กองรูป, ส่วนที่เป็นรูป, ร่างกาย พฤติกรรม และคุณสมบัติต่าง ๆของส่วนที่เป็นร่างกาย, ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด, สิ่งที่เป็นร่างพร้อมทั้งคุณ และอาการ - coporeality)
  2. เวทนาขันธ์ (กองเวทนา, ส่วนที่เป็นการเสวยอารมณ์, ความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ - feeling; sensation)
  3. สัญญาขันธ์ (กองสัญญา, ส่วนที่เป็นความกำหนดหมายให้จำอารมณ์นั้นๆ ได้, ความกำหนดได้หมายรู้อารมณ์ 6 เช่นว่า ขาว เขียว ดำ แดง เป็นต้น - perception)
  4. สังขารขันธ์ (กองสังขาร, ส่วนที่เป็นความปรุงแต่ง, สภาพที่ปรุงแต่งจิตให้ดีหรือชั่ว หรือเป็นกลางๆ, คุณสมบัติต่าง ๆของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ที่ปรุงแต่งคุณภาพของจิต ให้เป็นกุศล อกุศล อัพยากฤต - mental formations, volitional activities)
  5. วิญญาณขันธ์ (กองวิญญาณ, ส่วนที่เป็นความรู้แจ้งอารมณ์, ความรู้อารมณ์ทางอายตนะทั้ง 6 มี การเห็น การได้ยิน เป็นต้น ได้แก่ วิญญาณ 6 - consciousness)
    ขันธ์ 5 นี้ ย่อลงมาเป็น 2 คือ นาม และรูป ; 
        รูปขันธ์จัดเป็นรูป, 
        4 ขันธ์นอกนั้นเป็นนาม 

    อีกอย่างหนึ่ง จัดเข้าในปรมัตถธรรม 4
        วิญญาณขันธ์เป็น จิต, 
        เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และ สังขารขันธ์ เป็นเจตสิก, รูปขันธ์ เป็นรูป, 
        ส่วน นิพพาน เป็นขันธวินิมุต คือ พ้นจากขันธ์ 5

    เรื่องขันธ์ 5 พึงดูประกอบในหมวดธรรมอื่น ๆ เช่น
  1. รูปขันธ์ ดู [38] รูป 2, 28; [39] มหาภูต 4; [40] อุปาทายรูป 24
  2. เวทนาขันธ์ ดู [110] เวทนา 2; [111] เวทนา 3; [112] เวทนา 5; [113] เวทนา 6
  3. สัญญาขันธ์ ดู [271] สัญญา 6
  4. สังขารขันธ์ ดู [119] สังขาร 3 ; [120] สังขาร 3 ; [129] อภิสังขาร 3; [263] เจตนา 6
  5. วิญญาณขันธ์ ดู [268] วิญญาณ 6
        นอกนี้ ดู [356] จิต 89; [355] เจตสิก 52

อายตนะ 12 (สิ่งที่เชื่อมต่อกันให้เกิดความรู้, แดนต่อหรือแดนเกิดแห่งความรู้ - sense-fields; sense-spheres)
  1. อายตนภายใน 6 
  2. อายตนภายนอก 6

อายตนภายใน 6 (ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้, แดนต่อความรู้ฝ่ายภายใน - internal sense-fields) บาลีเรียก อัชฌัตติกายตนะ

  1. จักขุ(จักษุ, ตา - the eye)
  2. โสตะ (หู - the ear)
  3. ฆานะ (จมูก - the nose)
  4. ชิวหา (ลิ้น - the tongue)
  5. กาย (กาย - the body)
  6. มโน(ใจ - the mind)
    ทั้ง 6 นี้ เรียกอีกอย่างว่า อินทรีย์ 6 เพราะเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนแต่ละอย่าง เช่น จักษุ เป็นเจ้าในการมองเห็น

อายตนภายนอก 6 (ที่เชื่อมต่อให้เกิดความรู้, แดนต่อความรู้ฝ่ายภายนอก - external sense-fields) บาลีเรียก พาหิรายตนะ

  1. รูปะ (รูป, สิ่งที่เห็น หรือ วัณณะ คือสี - visible objects)
  2. สัททะ (เสียง - sound)
  3. คันธะ (กลิ่น - smell; odour)
  4. รสะ (รส - taste)
  5. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย, สิ่งที่ถูกต้องทางกาย - touch; tangible objects)
  6. ธรรม หรือ ธรรมารมณ์ (อารมณ์ที่เกิดกับใจ, สิ่งที่ใจนึกคิด - mind objects)
    ทั้ง 6 นี้ เรียกทั่วไปว่า อารมณ์ 6  คือ เป็นสิ่งสำหรับให้จิตยึดหน่วง

อริยสัจจ์ 4 (ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ - The Four Noble Truths)
  1. ทุกข์ (ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น คัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์ - suffering, unsatisfactoriness)
  2. ทุกขสมุทัย (เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา 3 กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา - the cause of suffering; origin of suffering) 
  3. ทุกขนิโรธ (ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชาสำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ นิพพาน - the cessation of suffering; extinction of suffering)
  4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า "ทางสายกลาง" มรรคมีองค์​  8 นี้ สรุปลงในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา - the path leading to the cessation of suffering)
    อริยสัจจ์ 4 นี้ เรียกกันสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 
    การแสดงอริยสัจจ์ 4 นี้ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามุกกังสิกาธรรมเทศนา 
แปลตาม อรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงหยิบยกขึ้นถือเอาไว้ด้วยพระองค์เอง 
คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ(=ตรัสรู้เอง) ไม่สาธารณะแก่ผู้อื่น (แต่ตามที่อธิบายกันมา มักแปลว่า "พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเข้าทรงยกขึ้นแสดงเอง โดยไม่ต้องปรารถคำถาม หรือการทูลขอร้องผู้ฟัง อย่างการแสดงธรรมเรื่องอื่น ๆ" 
ความจริง จะแปลว่า "พระธรรมเทศนาขั้นสุดยอด" ก็ได้ ซึ่งสมกับเป็นเรื่องที่ทรงแสดงท้ายสุดต่อจาก 
อนุปุพพิกถา 5 คำแปลอย่างหลังนี้ พึงเทียบ

ที่สุด 2  หรือ อันตา 2 (ข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงที่สุด ผิดพลาดไปจากทางอันถูกต้อง คือมัชฌิมาปฏิปทา - the two extremes)
  1. กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข - the extreme of sensual indulgencel; extreme hedonism)
  2. อัตตกิลมถานุโยค (การประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง, การบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน - the extreme of self-mortification; extreme asceticism)
วจีสุจริต 4 (ความประพฤติชอบด้วยวาจา - good conduct in word) มี 4 คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ
  1. มุสาวาท
  2. ปิสุณาวาจา
  3. ผรุสวาจา
  4. สัมผัปปลาปะ
กายสุจริต 3 (ความประพฤติชอบด้วยกาย - good conduct in act) มี 3 คือ งดเว้นและประพฤติตรงข้ามกับ
  1. ปาณาติบาต 
  2. อนินนาทาน
  3. กาเมสุมิจฉาจาร
ฌาน 4 = รูปฌาณ 4 
  1. ปฐมฌาน (ฌานที่ 1 - the First Absorption) มีองค์  5 คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
  2. ทุติยฌาน (ฌานที่ 2 - the Second Absorption) มี องค์ 3 คือ ปีติ สุข เอกัคคตา
  3. ตติยฌาน (ฌานที่ 3 - the Third Absorption) มี องค์ 2 คือ สุข เอกัคคตา
  4. จตุตถฌาน (ฌานที่ 4 - the Fourth Absorption) มีองค์ 2 คือ อุเบกขา เอกัคคตา
    คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม นิยมแบ่งรูปฌานนี้เป็น 5 ขั้น เรียกว่า ฌานปัจกนัย หรือ ปัญจกัชฌาน โดยแทรก ทุติยฌาน(ฌานที่ 2) ที่มีองค์ 4 คือ วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา เพิ่มเข้ามา แล้วเลื่อน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน ในฌาน 4 ข้างต้นนี้ออกไปเป็น ตติยฌาน จตุถฌาน และ ปัญจมฌาน ตามลำดับ (โดยสาระก็คือ การจำแนกขั้นตอนให้ละเอียดมากขึ้นนั่นเอง)

ตัณหา 3 (ความทะยานอยาก - craving)
  1. กามตัณหา (ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้ในกามคุณ คือสิ่งที่สนองความต้องการทางประสาททั้งห้า - craving for sensual pleasures; sensual craving)
  2. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้ จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป, ความใครอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ - craving for existence)
  3. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ, ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ, ความใครอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ - craving  for non-existence, craving for self-annihilation)
สิกขา 3 หรือ ไตรสิกขา (ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน - the Threefold Learning; the Threefold Training)
  1. อธิสีลสิกขา (สิกขาคือศีลอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง - training in higher morality)
  2. อธิจิตตสิกขา (สิกขาคือจิตอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมเช่น สมาธิอย่างสูง - training in higher mentality)
  3. อธิปัญญาสิกขา (สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิความรู้แจ้งอย่างสูง - training in higher wisdom)
    เรียกง่าย ๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา (morality, concentration and wisdom)



Comments