ธรรมคุณ ๖
มรรคเป็นกุศล ผลเป็นวิบาก
ธรรมนี้เป็นธรรมที่บุคคลได้เข้าถึงย่อมเห็นเป็นประจักษ์ด้วย
สวากขาโต ภควตา ธมฺโม (พระธรรมอันพระผู้มีพระภาค) ตรัสไว้ดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริง ไม่วิปริต งามในเบื้องต้น งามในรูปท่ามกลาง และงามในที่สุด สัมพันธ์สอดคล้องกันทั่วตลอด ประกาศ พรหมจริยะคือทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง พยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง (ข้อ ๑ ในธรรมคุณ ๖)
เป็น สนฺทิฏฺฐิโก (พระธรรมอันผู้ได้บรรลุแล้ว) เห็นเองรู้เอง ประจักษ์แจ้งกับตน ไม่ต้องขึ้นกับผู้อื่น ไม่ต้องเชื่อต่อถ้อยคำของใคร (ข้อ ๒ ในธรรมคุณ ๖) เมื่อมาด้วยกันกับ สมฺปรายิโก (ใช้เป็นคำไทย มีรูปเป็น สัมปรายิกะ) ซึ่งแปลว่าเลยไปเบื้องหน้า หรือเลยตาเห็น
สนฺทิฏฺฐิโกนี้ (สันฺทิฏฺฐิกะ) แปลว่า เป็น ปัจจุบัน เห็นทันตา หรือเห็นกับตา
อกาลิโก (พระธรรม) ไม่ประกอบด้วยกาล, ให้ผลไม่จำกัดกาล คือไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่จำกัดด้วยกาล ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติทุกเวลา ทุกโอกาส บรรลุเมื่อใดก็ได้รับผลเมื่อนั้น ไม่เหมือนผลไม้ที่ให้ผลตามฤดู, อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป (ข้อ ๓ ใน ธรรมคุณ ๖)
เอหิปัสสิโก (พระธรรม) ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม เหทมือนของดีวิเศษที่ควรป่าวร้องให้มาดู หรือท้าทายต่อการพิสูจน์ เพราะเป็นของจริงและดีจริง (ข้อ ๔ ในธรรมคุณ ๖)
โอปนยิโก (พระธรรม) ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึงด้วยการปฏิบัติให้เกิดขึ้นในใจ หรือให้ใจ บรรลุถึงอย่างนั้น (ข้อ ๕ ในธรรมคุณ ๖)
ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ (อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง - directly experienceable by the wise)
คุณข้อที่ ๑ มีความหมายกว้างรวมทั้ง ปริยัติธรรม คือ คำสั่งสอนด้วย ส่วนข้อที่ ๒ ถึง ๖ มุ่งให้เป็นคุณของ โลกุตตรธรรม จะเห็นได้ในที่อืน ๆว่า ข้อ ๒ ถึง ๖ ท่านแสดงไว้เป็น คุณบทของ นิพพาน ก็มี
ธรรมคุณ ๖ (คุณของพระธรรม - virtues or attributes of the Dhamma)
- สวากขาโต ภควตา ธมฺโม (พระธรรมอันพระผู้มีพระภาค ตรัสไว้ดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริง แท้ อีกทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้ง พยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง - well proclaimed is the Dhamma by the Blessed One
เป็น สนฺทิฏฺฐิโก (พระธรรมอันผู้ได้บรรลุแล้ว) เห็นเองรู้เอง ประจักษ์แจ้งกับตน ไม่ต้องขึ้นกับผู้อื่น ไม่ต้องเชื่อต่อถ้อยคำของใคร (ข้อ ๒ ในธรรมคุณ ๖) เมื่อมาด้วยกันกับ สมฺปรายิโก (ใช้เป็นคำไทย มีรูปเป็น สัมปรายิกะ) ซึ่งแปลว่าเลยไปเบื้องหน้า หรือเลยตาเห็น
สนฺทิฏฺฐิโกนี้ (สันฺทิฏฺฐิกะ) แปลว่า เป็น ปัจจุบัน เห็นทันตา หรือเห็นกับตา
อกาลิโก (พระธรรม) ไม่ประกอบด้วยกาล, ให้ผลไม่จำกัดกาล คือไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่จำกัดด้วยกาล ให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติทุกเวลา ทุกโอกาส บรรลุเมื่อใดก็ได้รับผลเมื่อนั้น ไม่เหมือนผลไม้ที่ให้ผลตามฤดู, อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นจริงอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป (ข้อ ๓ ใน ธรรมคุณ ๖)
เอหิปัสสิโก (พระธรรม) ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม เหทมือนของดีวิเศษที่ควรป่าวร้องให้มาดู หรือท้าทายต่อการพิสูจน์ เพราะเป็นของจริงและดีจริง (ข้อ ๔ ในธรรมคุณ ๖)
โอปนยิโก (พระธรรม) ควรน้อมเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึงด้วยการปฏิบัติให้เกิดขึ้นในใจ หรือให้ใจ บรรลุถึงอย่างนั้น (ข้อ ๕ ในธรรมคุณ ๖)
ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ (อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญูชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง - directly experienceable by the wise)
คุณข้อที่ ๑ มีความหมายกว้างรวมทั้ง ปริยัติธรรม คือ คำสั่งสอนด้วย ส่วนข้อที่ ๒ ถึง ๖ มุ่งให้เป็นคุณของ โลกุตตรธรรม จะเห็นได้ในที่อืน ๆว่า ข้อ ๒ ถึง ๖ ท่านแสดงไว้เป็น คุณบทของ นิพพาน ก็มี
Comments
Post a Comment