นวโลกุตรธรรม๙
โลกุตรธรรม ๙ (ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก, สภาวะพ้นโลก - supermundane states) (+ โพธิปักขิยธรรม 37 = 46)
มรรค ๔ (the four paths) [164]
ผล ๔ (the four fruitions) [165]
นิพพาน หรือ อสังขตธาตุ ๑ (the unconditioned state) [27]
มรรค ๔ (ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล, ญานที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด - the path)
- โสดาปัตติมรรค (มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก, มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส - the path of stream-entry)
- สกทาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อต้นกับทำราคะ, โมหะ, โทสะ ให้เบาบางลง - the path of once-returning)
- อนาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละยังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง ๕ - the path of non-returning)
- อรหัตตมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุให้ละสังโยชน์ได้ทั้งหมด ๑๐ - the path of arahantship)
ดูสังโยชน์ ๑๐ [329]
สังโยชน์ ๑๐ (กิเลสอันผูกใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับวัฏฏทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล - fetters; bondage)
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ - lower fetters)
1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นต้น - false view of individuality)
2. วิจิกิจฉา (ความสงสัย, ความลังเล, ความไม่แน่ใจ - doubt; uncertainty)
3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นในศีลพรต โดยสักว่าทำตาม ๆกันไปอย่างงมงายเห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีล และวัตร - adherance to rules and rituals)
4. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ - sensual lust)
5. ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง - repulsion; irritation)
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง - higher fetters)
6. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาณ หรือในรูปธรรมอันประณีต, ความปรารถนาในรูปภพ - greed for fine-material existence; attachment to realms of form)
7. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม, ความปรารถนาในอรูปภพ - greed for immaterial existence; attachment to formless relms)
8. มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ - conceit; pride)
9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน - restlessness; distraction)
10. อวิชชา (ความไม่รู้จริง, ความหลง - ignorance)
สังโยชน์ ๑๐ ในหมวดนี้ เป็นแนวพระสูตร คือ สุตตันตนัย แต่ในบาลีแห่งพระสูตรนั้น ๆมี แปลกจากที่นี้เล็กน้อย คือ ข้อ 4 เป็น กามฉันท์ (ความพอใจในกาม - sensual desire) ข้อ 5 เป็น พยายาบาท (ความขัดเคือง, ความคิดร้าย - ill-will) ใจความเหมือนกัน
ลำดับการละสังโยชน์ ๑๐ นี้ ให้ดู มรรค ๔
ผล ๔ (ผลที่เกิดสืบเนื่องจากการละกิเลสได้ด้วยมรรค, ธรรมารมณ์อันพระอริยพึงเสวย ที่เป็นผลเกิดเองในเมื่อกิเลสสิ้นไปด้วยอำนาจมรรคนั้น - fruition)
1. โสดาปัตติผล (ผลแห่งการเข้าถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพาน, ผลอันพระโสดาบันพึงเสวย - the fruition od stream-entry)
2. สกทาคามิผล (ผลอันพระสกทาคิมีพึงเสวย - the fruition of once-returning)
3. อนาคามิผล (ผลอันพระอนาคามีพึงเสวย - the fruition of non-returning)
4. อรหัตตผล (ผลคือความเป็นพระอรหันต์, ผลอันพระอรหันต์พึงเสวย - fruition of aranhantship)
ผล ๔ นี้ บางที่เรียกว่า สามัญญผล (ผลของความเป็นสมณะ, ผลแห่งการบำเพ็ญสมณธรรม - fruits of a monk's life; fruits of the monkhood)
นิพพาน ๒ (สภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว, ภาวะที่เป็นสุขสุงสุด เพราะไร้กิเลสไร้ทุกข์ เป็นอิสระภาพสมบูรณ์ - nirvana; nibbhana)
1. สอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานยังมีอุปาทิเหลือ - nibbana with the substratum of life remaining)
2. อนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานไม่มีอุปาทิเหลือ - nibbana without any stratum of life remaining)
หมายเหตุ : ตามคำอธิบายนัยหนึ่งว่า
1. = ดับกิเลส ยังมีเบญจขันธ์เหลือ ( = กิเลสปรินิพพาน - extinction of the defilements)
2. = ดับกิเลส ไม่มีเบญจขันธ์เหลือ (= ขันธปรินิพพาน - extinction of the aggregates) หรือ
1. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าจะชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ ๕ รับรู้สุขทุกข์อยู่
2. = นิพพานของพระอรหันต์ผู้ระงับการเสวยอารมณ์ทั้งปวงแล้ว
อีกนัยหนึ่งกล่าวถึงบุคคลว่า
1. สอุปาทิเสสบุคคล = พระเสขะ
2. อนุปาทิเสสบุคคล = พระอเสขะ
Comments
Post a Comment