ปฏิบัติวิปัสสนาครั้งแรกตามแนวสติปัฏฐาน 4 (25/12/2565-21/1/2565)

 เริ่มมาทำ สติปัฏฐาน 4 ครั้งแรกที่วัดไชยสถาณ สารภี โดย พระอาจารย์ ธนบูรณ์


วันแรก คือวันที่ 25/12/2564 ได้เข้าวัดตอนช่วงเย็นประมาณ​ 16:00 เลยได้พัก

วันที่ 26/12/2564 พระอาจารย์นัดช่วงเช้า 8:30 กินข้าวเช้า แล้วพระอาจารย์สอนการกราบแบบ สติปัฏฐาน การเดินจงกรม รวมถึงการนั่ง ขวาย่างหนอ ถ้าตอนคำว่าขวาเราเริ่มเดินแล้วแปลว่ามันเร็วไป


เริ่มทำ วิปัสสนา เดิน 10 นั่ง 10 เริ่ม 1 ชม ทำไปทั้งหมด 4 รอบ  วันนี้

ไม่มีโลภะ มีโทสะน้อยมาก มาจากกุกุจจะเรื่องร้านดำน้ำ แต่น้อยมาก ๆมาสองสามครั้ง โมหะน่าจะเยอะเพราะตอนนั่ง จะรู้สึกเหมือนบรรยากาศอึมครึม แล้วสติเบาบางมาก มารอบสุดท้ายรู้สึกได้เลยว่า ยุบหนอ พองหนอได้สองทีแล้ว กายหายไปไม่รู้ว่ายุบ หรือพอง แต่ก็รู้ว่าไม่ได้ง่วง และไม่ได้หลุดจากกำหนด จะกลับมาอีกทีก็ตอนเหมือนสัปปะหงกแล้วกำหนดต่อทันที 

กะเวลา 10 นาที ทัน เป๊ะ 2 ครั้ง ส่วนใหญ่ คลาดเคลื่อน 30-50 วิ มี หลุด ไป สองนาที หนึ่งรอบ กับ 1 นาที หนึ่งรอบ


วันที่ 27/12/2564 

มีทำบุญที่วัดตอนเช้า แต่ว่าไม่รู้ว่างานใหญ่ ตื่น สาย 7:30 จนได้ยินเสียงพระสวดเลยตื่นแล้วออกไป ที่ใต้อุโบสถ ชาวบ้านมาทำบุญประมาณ 15 คน เลยเข้าไป ต้องไปนั่งหน้าเพราะเป็นผู้ชาย mask ก็ลืมเอา มาจากนั้นระหว่างสวดมนต์ไป มีการถวายขันข้าว ให้ยกขันข้าวขึ้น กุกกุจจะแรงมากเพราะว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย จากนั้นก็มีป้าคนหนึ่งเอา ข้าวพร้อมขันมาให้ ใจนี่ฟู อนุโมทนาในความเมตตาของป้า และทำให้คิดถึงการเตรียมของเผื่อคนอื่น ว่าการเป็นคนคิดเผื่อคนอื่นเสมอก็มีความดีในการยกใจคนขึ้นให้เป็นอุศล ไม่อย่างนั้น ใจที่เต็มไปด้วย กุกกุจจะนี่ ก็ อยู่ในอกุศลจิตขณะทำบุญเลย แล้วยายเหรียญทองก็เอาข้าวมาให้อีกบอกว่าเตรียมมาเผื่อให้ เรานี้ช่างมีบุญจริงหนอ ที่ได้ทำบุญโดยไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย คิดดูแล้ว บุญเก่าน่าจะยังพอช่วย แต่ถ้าไม่เริ่มทำบุญใหม่เห็นทีบุญจะหมดก่อน 

พระท่านเทศนาเรื่อง มงคล 37 อันว่าด้วยเรื่องกิเลสที่เปรียบได้ดั่งธุลี 


จากนั้นได้ยกอาหารไปถวายพ่อปู่ของที่วัด 


แล้วสอบอารมณ์ตอน 9 โมง 

สมาธิสูงไป เพราะว่า เวลานั่งผ่านไปเร็วมากและไม่มีฟุ้งเลย มันอึมครึม วันนี้เปลี่ยนเป็นการเดินระยะที่สอง ยกหนอ เหยียบหนอ แล้วก็ ตอนนั่งให้เป็น ยุบหนอ พองหนอ นั่งหนอ อย่างละ 15 นาที เวลาหยุดให้บอกว่า หยุดหนอ ๆยืนหนอๆ อยากเดินหนอ ๆ อยากกลับหนอ ๆ กลับหนอ ๆ


กลับมากะจะทำที่ห้อง ถีนะมิทธะเข้า นอนตั้งแต่ 10 โมง ถึง 11:30 เลย ตื่นไป เพื่อไปทำที่ ห้องหลวงปู่อินคำ ต้องพึ่งบารมีท่าน

เริ่มทำ ตอน เที่ยง จนถึง บ่ายสาม ครึ่งได้ ทั้งหมด 3 ชั่วโมง 

ดีกว่า เมื่อวานตรงที่ว่า ตอนนั่นมองเห็นตัวเองแล้วไม่อึมครึมเหมือนเมื่อวาน ตอนนี้ 

มองเห็นวิถีจิตเวลานั่งเล็กน้อย เพราะว่าเวลายุบหนอ หรือพองหนอ มันโดนแทรกไปด้วยสัทธารมณ์ภายนอกได้แสดงว่าตัวรับมันคนละตัว  และมองเห็นบัญญัติการเกิดดับเวลาเดิน

อารมณ์วันนี้คือเหนื่อยมากเพราะว่าทำวิปัสสนาได้แค่ 4 ชั่วโมงและเหนื่อยเพราะว่าตามดูจิตไปเรื่อย ๆ ตามเยอะเกิน 


วันที่ 28/12/2564


สอบอารมณ์ : คือเราเห็นแล้วว่าจิตมันไม่เป็นตัวเรา มันสั่งการณ์เองไม่อยู่ในการควบคุม 

ดังนั้นอย่าไปตามมันมาก แต่ก็กำหนดรู้

เลยเพิ่มระยะเป็นเดิน ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ แล้วไม่ต้องมี อยากกลับหนอ อยากเดินหนอแล้ว เพิ่มเวลา เป็น เดิน 20 นั่ง 20

เดินวันนี้ รู้สึกเบื่อๆ เซ็ง เพราะเดินจงกรมยิ่งมองเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ซ้อน กันไปเรื่อย ๆ

แล้วเกิด ผึ้งที่นิ้วกับ มีคนมาจับไหล่


วันที่ 29/12/64

สอบอารมณ์ เราได้เห็นฝั่งของ ธัมม คือ มีตั้งแต่ ความเบื่อหนาย(ถีนะมิทธะ) ความฟุ้ง(อุทธัจจะ) แล้วมันทำให้เราไม่ชอบในเวทนานั้น ๆ แล้วเกิด วิปัสสนูปกิเลสเป็น อุพเพง 

วันนี้เปลี่ยนการเดินเป็นระยะที่สี่ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ 

แล้วเพิ่มเวลาเป็น 25 นาที

เริ่มปฏิบัติตอน 10:20 หยุดตอน 16:52  ประมาณ 5 ชั่วโมงกว่า 

เพราะว่าเป็นโสมมนัสสหคต แล้วมองเห็นเลยว่ามากับโลภะเพราะว่าฟุ้งเรื่องอนาคต อยากได้ที่ทำบ้าน มีความสุขกำหนดทัน แต่ฟุ้ง แต่ความสุขต่างจากเมื่อวานเลยที่เป็น โทสะ กับโมหะ เศร้ามากก

ตอนเริ่มทำบัลลังค์แรก โยกเป็นเจ้าเข้าเลยเยอะมากกำหนดทันมีหมด หน้าหลัง โยกซ้ายไม่มีโยขวาแฮะ

วันที่ 30/12/64 

สอบอารมณ์พระอาจารย์เน้นย้ำเรื่องวิปัสณูปกิเลส และก็เรื่องอุเบกขา

 วันนี้ให้เพิ่มเวลาเป็น 30 นาทีแล้วก็ให้เพิ่มจุดกำหนดคือ ก้นซ้าย ก้นขวา เพื่อเพิ่มวิริยะ


บัลลังค์แรก ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั่งวูปเยอะ แต่กำหนดทัน พอมาเดินจงกรมเริ่มเห็นแล้วว่ามันเป็นอุเบกขา เลยตั้งใจจะกำหนดตอนนั่งครั้งที่สองมากขึ้น แต่ยังไม่ทันแต่รู้ตัวมากขึ้น ตอนนั่งครั้งที่สามดีขึ้นคือวูปน้อยลงรู้ตัวมากขึ้น ต้องมีสติตอนเดินจงกรมมาก ๆแล้วเอาไปรู้ทันตอนนั่งวิปัสสนา

บัลลังค์บ่าย สามชั่วโมง ยังมี อุเบกขาเข้าอยู่บ้างจะมีอารมณ์เหมือนกับเรารู้ตัวว่าเราอยู่ในอวกาศ แล้วก็นิ่งๆ ตอนนั้นเห็นแล้วว่าใช่แต่ไม่มั่นใจ จำได้ว่าเป็นมโนภาพว่ามีพระมานั่งอยู่ตรงข้ามกับกายเราที่นั่งวิปัสสนาอยู่แล้วก็พูดพร้อมกับวงให้เราเห็นว่านี่คือ อุกเบกขา ๆ ไปเรื่อยๆ หลายรอบมากจนเราจำอารมณ์นั้นได้ และก็ยังมีเหมือนแสงเป็นคลื่น ๆมา ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ หลังจากหลุดบัลลังค์นั้นได้ เรารู้แล้วว่านี่คืออุเบกขา ตั้งใจเพื่อที่จะสู้กับอุเปกขา โดยการที่ตั้งสติให้มากขึ้น แต่บัลลังค์สุดท้ายทำได้แค่ว่าใกล้ๆ หมดบัลลังค์นั่งนับเค้าเตอร์ว่าเรากำหนด ยุบหนอพองหนอ นั่งหนอถูกหนอได้กี่รอบ น่าจะไม่เกิน 5 รอบก็หมดเวลา ก่อนหน้านั้นมีอุเบกขามากั้นตลอด วิธีการที่เจอคือ ต้องบริกรรมช้า ๆให้มันเป็นเหมือนเชือกเส้นเดียวกันจนไม่มีเวลาว่าง ทำให้อุเปกขาเกิดขึ้นไม่ได้ ตอนแรกลองท่องเร็วแต่เน้นก็ไม่รอดมันเข้าได้ หรือมันจะเอาวิปัสสนูปกิเลสมาแทรกเราอยู่ดี 


บัลลังค์ 19:00 สงสัยว่าอุเบกขานี้เป็นของโมหะ หรือว่าโสมนัส แต่ว่ายังไงก็ต้องการปัญญา ดังนั้นเหตุใกล้ของปัญญาคือสมาธิ รอบนี้ตั้งใจว่าจะตั้งใจทำช้า ๆแต่ต้องไม่ให้สมาธิสูงเกิน ขณิกะ วิธีคือ ต้องให้มีฟุ้งบ้างแล้วจับเอาสมาธิตรงนั้นเดินต่อไป สองบัลลังค์นั่งครบบัลลังค์ไม่มี อุเปกขามาเลย มีฟุ้งบ้าง กับระหว่างวิปัสสนาจะมี วิปัสนูปกิเลสมาเป็น ซ่าตามตัว กับมีม่านเหมือนไฟฟ้าวิ่งบนหน้าคันนิดหน่อยแต่ไม่ได้สนใจเลยจบได้ กับขาชานี่ คิดว่าถ้าเอาจิตไปผูกไว้กับลมหายใจได้จะชนะง่ายกว่า น่าจะยังกังวลอยู่แต่ขาขาดก็ยอม


วันที่ 31/12/2564 

สอบอารมณ์ของเมื่อวาน พบว่าพระทีเ่ห็นคือมาร ดังนั้นกำหนดไปเห็นก็กำหนดเกิดอะไรก็กำหนดอย่าเผลอจากกำนหด วันนี้เพิ่มจุดกำหนดอีก 6 จุด เป็น 8 จุดคือ

สะโพกขวา สะโพกซ้าย

ก้นย้อยขวา ก้นย้อยซ้าย

ขาพับขวา ขาพับซ้าย

ตาตุ่มนอกขวาตาตุ่มนอกซ้าย


เพิ่มเวลาเป็น 35 นาที ถ้าคิดไม่ออกจำไมไ่ด้ให้ นั่งหนอๆ ไป แล้วก็ ถ้าจำไมไ่ด้จำอะไรได้ก็เอาอันนั้นก่อน รอบนี้เป็นตัว อนัตตา ดังนั้นไม่ต้องบังคับมันมาก ให้เห็นว่ามันก็บังคับไมไ่ด้เหมือนกัน ถ้ามันลืม มันก็ลืม


เริ่มทำบัลลังค์แรกตอน 12:00 ทำไปสองบัลลังค์ไม่ไหว คือกำหนดแทบไม่ได้เลย ถีนะมิทธะเข้า รู้แล้วก็จำอะไรไม่ได้เลยตอนกำหนดเลย

มันจะมีอาการคุยกับตัวเองกำหนดรู้ว่าฟุ้งหนอ ๆ และมีการ อุกเบกขาก็รู้ว่าเฉยหนอ ๆแล้วก็ จำไม่ได้ก็นั่งหนอ ๆแต่มันมีการคุยกับตัวเองแบบฟุ้งเยอะมากผิดปกติ

ความรู้สึกเหมือนได้สู้จริงๆ เพราะว่าตอนนี้มันเข้า ฟุ้งแบบหนักกว่าปกติและ อุเบกขาก็รุนแรง โลภะ โทสะไม่เห็น

พัก ตอน 15:00 

จากนั้นทำต่อตอน 16:00 รอบนี้เริ่มสู้ไหว  กู้คืนมาได้ช่วงหลังของบัลลัง เป็นความรู้สึกที่ สดใสมากว่าเราสามารถกำหนดทุกจุดได้หมดเลย เหมือนในวิปัสสนาสว่างกว่าตอนลืมตาอีก มันเร็วกว่า และ smooth กว่า พอจะต่ออีกบัลลังค์ยุงมา ก็เลยย้ายที่ไปปฎิบัติหน้าหลวงปู่


ต่อ อีกสามบัลลังค์ สู้ไหว แต่มันไม่เคลียเหมือนก่อนโดนยุงกัด มันกำหนดไปได้ แต่ไม่ใช่ความรู้สึกแล่นฉิว


วันที่ 1/1/2565

สอบอารมณ์ พระอาจารย์บอกว่ามันต้องมีความหงุดหงิดไม่ได้ดั่งใจ นั่นแหละคือตัวอนัตตา สรุป ที่ หงุดหงิดเพราะโดนอนัตตา  แล้วก็ เน้นย้ำเกิดอะไรก็กำหนดไป

วันนี้เพิ่มจุด หลังเท้าขวา หลังเท้าซ้าย และเพิ่มเวลาเป็น 40 นาที จะได้เรื่องของการไม่ผูกติด

ทำไป 5 บัลลังค์ ไม่ยากแฮะ อันนี้ แต่ได้ความรู้เรื่อง วิริยะ สติ สมาธิเยอะมาก


วันที่ 2/1/2565


สอบอารมณ์ตอนบ่ายโมงครึ่งแล้วก็ ได้นั่งตอนเช้าไป หนึ่งบัลลังค์ 

เมื่อวานบ่นกับมิ้ลว่าอยากบวช พระอาจารย์บอกเป็นอารมณ์ปลง ของ บัลลังค์ให้จดไว้ 

เราจะต้องอยู่ท่ามกลางอารมณ์ต่าง ๆให้ได้ และเวลา เดิน กับนั่งอย่าเคร่งกับการบริกรรมให้มาก ให้รับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วย เกิดอารมณ์อะไรขึ้นให้กำหนด แล้วค่อยกลับไปบริกรรมต่อ 

ส่วนเรื่องเท้าที่เราเข้าใจเรื่องของวิริยะ สมาธิ และสติ มันเยอะเกิดไป ตอนไหนที่จิตรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นก็เรียกว่ามีสติแล้ว ถ้าเรากำหนดได้ก็มีสมาธิแล้ว ค่อยๆ ฝึกไป

วันนี้ เดิน 4 ระยะเหมือนเดิม เพิ่มจุดกำหนด มาอีก 2 จุดคือ เข่าขวา และเข่าซ้าย เพิ่มเวลาเป็น 45 นาที พระอจารย์บอกว่าถ้าเป็นไปได้ให้ปิดมือถือไปก่อน ซัก 2 วันไม่งั้นจะได้ออกวัด เพราะจะอะไรมากระทบที่ ทำให้ต้องขาดเราไมไ่ด้ 

กับอย่าหักโหมมาก เวลาวันนึงจะรู้สึกว่ามันไม่พอ ผ่านไปเร็วมาก

ความรู้สึกวันนี้มันกลัว เศร้า หดหู่ เซ็ง คือ มีความกลัวสูงมากเดิน ๆไปร้องไห้ เห็นภาพเก่าๆ ในอดีตแล้วร้องไห้ ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเรื่องเศร้ายังร้องไห้ได้ พยายามนั่งให้ได้ 6 ชั่วโมง จนผ่านไปได้ระหว่างการปฏิบัติความกลัวเข้ามา แต่ความตั้งใจคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่หยุดปฏิบัติและล้มเลิก ไม่ว่าจะมีใครตายก็ไม่ออกจากการปฏิบัติแน่นอน 

3/1/2565

สอบอารมณ์ ตอนเช้า พระอาจารย์ถามว่ามี คันตามเนื้อตามตัวไหม มีมดไต่ไหม ไม่มีเลย มีเบื่อไหม อันนี้เบื่อมากกก แล้วก็มีสภาวะกลัว เศร้า  พระอาจารย์บอกว่าอันนี้เป็นญาณม้วนเสื่อคือเลิกทำไปเลย แสดงว่าปฏิบัติมาเห็นสภาวะธรรม วันนี้จะเพิ่มจุดกำหนดเพื่อแก้สภาวะดังกล่าว 

คือ หน้าขาขวา หน้าขาซ้าย และโคนขาขวา และโคนขาซ้าย 

การเดินเปลี่ยนเป็นระยะที่ 5 โดยการเพิ่ม การลงหนอ และถูกหนอ เข้ามาโดยเวลา ถูกหนอให้ปลายเท้าถูกพื้นแล้วส้นเท้าค่อยตามมา แต่ตอนส้นเท้าตามมาไม่ต้องกำหนด 

ระยะเวลา นั่ง และเดิน อย่างละ 50 นาที

เดินไปตอนเช้า 2 บัลลังค์ เริ่มเกิดอากรเวียนหัว อยากอ้วก ระหว่างเดินไปมีความคิดอยากชวนคนอื่นมาปฏิบัติ และก็มีอาการปวดเบ้าตา เวียนหัวมาก ในบัลลังค์ คือเวลาผ่านไปเร็ว กำหนดครบรอบได้แต่ไม่บ่อย ก็อยากจะทำให้ได้หลาย ๆรอบ 

พัก ไปจนกลับมาทำตอนกลางคืนอีกรอบ ไม่ครบบัลลังค์เพราะว่าปวดหัวมาก เลยเรียนรู้ว่าควรปล่อยวาง

คิดว่าเป็นเมตตา กรุณา ตอนอยากให้คนอื่นมาทำแล้วต้องวางอุเบกขาทั้งตอนกำหนดจุด และตอนฟุ้ง

ความรู้สึกที่สำคัญคือ เวียนหัว และขยันทำหาทำเหลือเกิน 


4/1/2565

สอบอารมณ์ พระอาจารย์ถามว่ามี คันตามตัวไหม ไม่มี มีหนามแหลมทิ่ม มีน้อยแต่พอไปดูมันก็หาย ตัวโยกตัวโคลงไม่มี ตัวสั่นก็ไม่มี มีแค่ปวดตา กับตอนนี้ปล่อยวางไปและ พระอาจารย์บอกว่ามันเป็นสภาวะของ ปฏิสังขารุเปกญาณ แล้วก็พวกวิปัสสนูปกิเลส มันอยู่กึ่งกลางระหว่าง นิวรณ์ 5 กับ อนุสัยเวลามันเกิด วิปัสสนูปกิเลสมันจะไปดึงเอา อนุสัยซึ่งเป็นกิเลสอย่างอยาบขึ้นมา เช่นเวลาที่เราเอาความรู้ว่าเออสภาวะนี้ต้องเป็นแบบนี้แน่เลย คือตัวปัญญามันเกิดแต่มันมาเป็นอนุสัยทำให้เราลืมกำหนด คิดหนอ ๆดังนั้นต้องระวังเรื่องการกำหนดให้ดี

วันนี้ เดินระยะที่5 กำหนดจุดเพิ่มการไขว้หน้า คือ หลังจากโคนขาซ้าย แล้ว กำหนด โคนขาขวา กลางหน้าอก ไหล่ซ้าย โคนขาซ้าย กลางหน้าอก ไหล่ขวา ระยะเวลาการเดิน เป็น 55 นาที


เริ่มปฏิบัติตอน 11:30 พัก 14:19 อาการ ตอนเดิน คือตัวโคลง นึกว่าเป็นจี้กงแล้วเนี่ย ตอนนั่งไม่มีปัญหาอะไรเริ่มเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง แล้วก็ค่อยกลับมากำหนดจุดต่อให้มันเป็นไปแล้วแต่สถาณการณ์ กลัวเวลาก็ ปล่อยผ่าน ถีนะมิทธะ หรือว่า ปวดเข้ามาก็มากำหนดจุด 

ตอนบ่ายทำ 1 บัลลังค์แต่ทำไม่ได้เพราะว่า อยู่ดีๆ ก็ว่างเปล่า ไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย คิดเหมือนจิตมันขี้เกียจไปเลย จะเอาอะไรให้มันมันก็ไม่รับเลย กลัวมาก เลยกำหนดไปถึง 30 นาที ก็พอออกมาก่อน

ไม่กล้าทำอีกเลยกลัว จะเป็นแบบเดิม


5/1/2565

สอบอารมณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ว่างเปล่าคือ ปัญจมฌานเพราะว่าเหลือแต่ อุเปกขาเอกัคคตา แล้ว ดังนั้นอันนี้คือ สภาวะอุเปกขา

ตามด้วยเดินตัวโยกตัวโคลงคือ โอกันติกาปีติ ทำให้รู้สึกเหมือนคลื่นกระทบ สามารถแก้ได้โดยการจับผนังเดินก้ได้ 

เวลาเดินต้องระวังสมาธิ เพิ่มขณิกะให้เยอะๆ เพราะว่านิวรณ์จะกลับมามันจะไม่ปล่อยเราไปง่าย ๆเพรา


วันนี้เพิ่มการเดิน เป็นระยะที่หก เพิ่ม กดหนอเข้ามา และการกำหนดจุดเป็น เพิ่มไขว้หลัง 

เวลาเพิ่มเป็น 60 นาที


นั่งได้สบายรู้สึกว่า เข้าไปอุเบกขาบ่อยมาก และมีซ่าตามจุดที่กำหนด


6/1/2565

สอบอารมณ์ พระอาจารย์ ยกตัวอย่างของสามอย่าง

บอกว่าขณิกะสมาธิแรงจนเพ่งจุดได้ตอนนี้

ให้ทำแบบเดิม ปิดมือถือ แล้วก็ ให้รู้หนอ ๆ มันเริ่มไม่เอาบัญญัติแล้วจะเอาแต่ปรมัต

พระอาจารย์บอกว่ามันคือ สมาบัติ 

7/1/2565

สอบอารมณ์ รู้สึกตอนโยกหลัง 

พระอาจารย์บอก โยกหน้าได้ 30 คะแนน โยกข้างได้ 70 คะแนน โยกหลัง ได้ 100 คะแนน

หลังจากวันนี้จะมีใบญาณให้ ห้ามนอนเกินวันละ 4 ชม แล้วก็ ปฏิบัติไปเท่าที่ได้ ห้ามหักโหม

วันนี้ก็เดินแบบเดิมไปก่อนทำเท่าที่ได้ เตรียมเข้า อธิษฐาน

คือตอนนั่งไปมันก็ทำได้ แต่บัลลังค์หลัง ๆมันก็ไม่เต็ม คือ อยู่ดีๆก็รู้สึกเองก็หลุดออกมาเลย 


8/1/2565 

สอบอารมณ์ 

พระอาจารย์บอกว่ามันไม่เอาอะไรแล้ว คือ สมาธิก็ไม่เอา

วันนี้ได้ใบญาณแรก 

บัลลังค์แรก (เดินครบ นั่งเกินไป ชม ครึ่ง) หลับ

ง่วงมากเลย เดินระยะ3 เอาแรง สลับ 5 พอ เดินระยะห้าปุ๊ป จะหลับ เลย เอาสามเยอะหน่อย

โยกหน้า หลังเยอะ แต่ มันรู้ก่อนโยก กำลังจะพอง

กับ พื้นโยกซ้ายขวา จับไม่ถูกเลยมันสั่น ซ้ายขวา ไม่ใช่ตัวโยก

เจ็บแขนขวา แต่ไม่ได้สรใจ กับที่เหลือ สลบ หลับๆ ตื่นๆ เหนื่อยมาก หมดบัลลังค์ ยัง นั่งหลับค่อได้อีกครึ่ง ชม


บัลลังค์สอง(เดินครบ นั่ง 40)

กะเดินระยะสี่ เพราะสงสัยตัวการเห็นตอนพอง กับตอนสั่นๆ อยากดูว่าเกิดตอนไหน 

รอบนี้ ไม่ได้อะไรเลยว่างๆ โผล่มาอีกที ออกจากสมาธิตอน เหลืออีก 20 นาที นั่งยากมากเลย มันง่วง บัลลังค์นี้กำหนดยังไงก็ไม่นิ่ง เหมือนกำหนด เหมือนทำใหม่ครั้งแรกๆ เลย


บัลลังค์สาม (เดินครบ นั่ง 30)เข้าไป กำหนดจุดเฉย มันเบื่อ ตอน 30 นาที เพราะไม่อุเปกขาด้วย มัน เป็นตาข่ายจุดเฉยๆ

นี่ตอนเดิน เอา สาม ห้า หก ปิดท้าย กะจะเอา 6 ให้เป็น อุเปกขา ไม่เป็นเลย


ได้จากการเดินบัลลังค์สี่ 


เดินระยะที่ 1 ฟุ้งยาก

ระยะที่สอง ฟุ้งแบบโทสะ

ระยะสาม ปีติ มี คันหน้าตลอด

ระยะสี่ ดับปีติ

ระยะห้า ฟุ้งเรื่องตัวเองในอนาคตที่ดี

ระยะหก ฟุ้งเรื่องทำให้คนอื่นได้ดี


ตั้งแต่สองไป จะมีฟุ้งได้ง่าย จับยากที่ 5 กับ 6


บัลลังค์สี่ก็ยังคงติดที่ นั่ง 30 นาที

ระหว่างนั่ง กำหนด ช้ามาก ช้าจน จะหยุดหายใจ

ไม่หงุดหงิดช้าได้ แต่เร็วไม่ได้ ระยะนี้ไม่เหมือนตอนอุเปกขา แต่ช้าก็ได้ แต่สุดท้าย สามสิบนาทีก็ กลับมารู้สึกตัว มันเอากลับไปที่ ลมหายใจไม่ได้ ถึงได้ก็ไม่นาน


คืดระหว่างขึ้นบัลลังค์ 5

ทำไมนั่งได้ไม่ถึงชั่วโมง

ถ้าลองกลับไปเน้นเดินระยะหก จะได้แค่ พิสูจน์ว่านั่งได้ไหม แต่ต่อให้นั่งได้ ระยะหก ก็มีจำกัด ดังนั้นพิสูจน์ไป ไม่เกิดประโยชน์


แต่ตอนนี้ มีสภาวะ เศร้าความไม่เที่ยงชีวิตว่าอีกไม่นานก็ตายแล้ว เราประมาทเกินไป


เลยต้องแก้ภาวะเศร้าด้วยการเดินระยะที่ 3 หรือ 5


สรุป แล้ว 


ระยะเดินที่ทำให้รู้สึกดี จากมากไปน้อย

ระยะ 3 > ระยะ 6 > ระยะ 5

ที่แย่จากมากไปน้อย 

ระยะ 4 > ระยะ2(มันโทสะแต่มันรุ้ทัน)> ระยะ 1(อันนี้ไม่แย่แต่นิ่งๆ ไม่ไก้ดีเหมือนกัน


แปลว่าลองจับคู่เอา 

3,4  6,2  กับ 5,1 มาคู่กัน ดู ไล่จาก เบาไปหนัก

แล้วเอา สุขขึ้นก่อนแล้วดับทิ้งดีกว่า

เป็น 5,1 6,2 3,4


บัลลังค์ 5 ทดลอง 

5,1 6,2 3,4


หนักเลย ได้แค่ 20 นาที ต้องพักก่อน


ทุกข์แล้วมันจะหนีไปไหนทคือ มันก็ไม่มีที่ให้หนี


นั่งไม่ได้แล้วจะอ้วก

ไม่ทีที่ไหนปลอดภัยเลย


สองทุ่ม เริ่มศึก


คือ จิตกลัวทุกอย่างเลย และไม่ทำตาม

ตอนแรกวุ่นมาก เลยรวมสมาธิอยู่กับลมหายใจ 

มันได้แค่ 20 นาที ลองอยู่ 2 รอบก็ยังได้ 20 นาที


ทีนี้มันเริ่มกลัวเพราะว่า นี่แค่ สองทุ่ม คือเหลืออีก 13 ชั่วโมงเลย 

คราวนี้จะทำยังไงเพราะว่า เดินไป นั่งไป ยังไงก็ได้แค่ 20 นาที มันไม่เอาแล้ว

จะรวมสมาธิ ก็ไม่ได้ นั่งก็เมื่อยปวดตัว จะพังให้ได้

รวมสมาธิ มาทำฌานเลยเห็นว่า ฌานเรา กระจอกมากเลย แล้วก็ พังง่ายมาก


เหลือทางบรรลุ นี่ เพ้อฝันเลย

ร่างกาย เรียกร้องการพักผ่อน

จิตก็วุ่นวาย อะไรไม่รู้ ไปคนละทางหมด

เราก็อยากรวมมันเข้าด้วยกัน คือ เหมือนอยู่ตรงกลางดูคนทะเลาะกันแรงๆ เข้าไปทางไหนก็เหนื่อย 

ตามใจใครไม่ถูกเลย


เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พักแล้วจะปฏิบัติต่อ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พักแล้ว แต่ไม่อาบน้ำแปงฟัน แล้วจะปฏิบัติต่อได้

คือ ข้างหน้าก็มืดมน ปัจจุบันก็ เหนื่อยมากทั้งทุกข์จากร่างกาย ที่มันยากนอน แค่นอนราบต่อให้มันนอนราบเดี๋ยวมันก็ขอเพิ่ม แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติอยู่ดี


ร่างกายเป็นทุกข์ คนรู้คือจิต จิตก็เป็นทุกข์ 

ถามว่าเราทุกข์ไหม ทุกยิ่งกว่ามันสองตัวอีก

คือไม่รู้จะทำยังไงเลย


แต่รู้ว่าถ้าตอนจะตายเป็นแบบนี้ นรกชัวร์ๆ

คือทุรนทุราย อยู่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ความทุกข์ คือ แค่อยากพักผ่อน ตอนนี้ สงบ กับ สลบ นี่คือ ทางพ้นทุกข์ ไม่ทางใดก็ทางนึงแต่คงถึง สลบก่อน


ความหวัง ทำให้ชีวิตดูมีค่ามากเพราะว่า แค่คิดว่าวันนี้ยังไม่ตายชัวร์ มันก็มีความหวังมากขึ้น

แต่ความหวัง มันก็เรียกร้องแต่ สิ่งที่ตัวเองต้องการ 

ร่างกายจะเอาแบบนึง จิตจะเอาแบบนึง ไม่ตามใจมันก็ มีอาการ มันต้องมีวิธีการฝึกจิต ให้ละกายมากกว่านี้

แต่ตอนนี้ อินทรีย์เราไม่พอ อย่างมาก ไม่สามารถเอาชนะร่างกาย และจิตตัวเองได้ อย่าว่าจิตเลย

แค่จะเอาสมาธิมาไว้ที่ลมหายใจ ตอนนี้ยังห่างไกลเหมือนกับความฝัน ไหนจะทุกข์จากร่างกายตัวเองอีก

ตอนเข้าสมาธิ ความเจ็บปวดหายหมด


มันหาเรื่องให้นอนได้ทั้งคืนไม่ทำอะไรแล้วได้แต่ ลุกๆ นั่งๆ สัปปะหงก ไปเรื่อยๆ ไร้แก่นสารมาก จนเช้า ไม่มีครั้งไหนที่รวมสมาธิเอาชนะอะไรได้อีกเลย แพ้อย่างสิ้นเชิง


ธรรมอันวิเศษ ที่ไม่เคยเกิดขึ้น

คือ ถีนะ มิทธะ มันช่างแรงอย่างยิ่ง 


และรูปกับนามนั้น ต่างมีความต้องการของตัวเองที่ต้องอย่าไปสนใจมัน ตอนนี้เหมือนโดนเรียกร้อง 


รูปนี้เป็นทุกข์  นามนี้เป็นทุกข์

เห็นแล้ว ว่าขันธ์ ทั้ง5 นี้เป็นทุกข์



9/1/2565

อธิษฐานวันที่ 2


พระอาจารย์ว่า วันแรกดีแล้ว 
ทำวันนี้ไป หมด ช่อง 1 ชม แรก แล้วเบื่อมาก
นี่เบื่อแบบไม่อยากทำอะไรเลย
มันสั่น 123 ครั้ง 
หลัง ๆมาทันเริ่มเยอะขึ้น เริ่มไม่ชัวละ เพราพว่าเยอะเกินไป สังเกตุ ว่า มันโยกหลังก่แนตลอดพร้อมหายใจเข้า อาจจะเป็นการหายใจทำให้หัวกระดิก ซักพักมาทั้งตั้ง อันนี้ๆไม่ใช่หัวกระดิกละ
กลั้นหายใจก็มา 
แล้วเวลาทำเสร็จเดินจงกรมต่อรู้สึกว่าจิตเร็วกว่า กาย
รอบสุกท้ายที่ทำคือ คอจะหลุดแล้ว 14 นาที นับได้ 1850 ครั้ง มันเกรงใจคอ
10/1/2565


อธิษฐานวันที่ 3

สอบอารมณ์เล่าให้พระอาจารย์ฟัง ท่านไม่ว่าอะไร ให้ใบที่สามต่อ

วันนี้ดับสงบ แต่ทำทั้งวันไม่ดับเลย มีสงสัยว่าจะดับแต่มันไม่แน่ใจว่าใช่ไหม แล้วหงุดหงิดมากเหมือนทำไม่ได้ยิ่งหงุดหงิดมีโทสะมาเห็นได้ชัดเลย แล้วไม่รู้ว่าแบบไหนคือดับสงบ ทำมาทุกวันยังพอรู้ แต่อันนี้ไม่รู้อะไรเลย 

สงสัยมากจะไปถามพระอาจารย์ พระอาจารย์บอกว่า ปัจจุบัน กลับมาก็รู้ว่าไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบัน แต่ว่ามันไม่รู้ต้องทำยังไง สรุป ยอมแพ้ ท้อถอยมากแบบ เออคงมาได้แค่นี้จริง ๆแบบไม่เอาแล้ว มันหงุดหงิดจนคิดว่าทำต่อไปก็ไม่ได้อะไร

จริงๆ เริ่มสงสัยแล้ววว่าของเมื่อวานมันผิดป่าววะ เพราะว่ามันเยอะเกินไปแล้วก็ฟุ้งระหว่างที่เกิดดับได้ ทีนี้เริ่มคิดว่าเราทำอะไรผิดมาเยอะขนาดไหนวะเนี่ย คือ มันถึงดับสงบไม่ได้ สมาธิไม่พอ พูดกับคนเยอะเกินไป หรือว่า ศีลไม่พอ ต้องออกไปทำบุญไหม

แล้วเวลานั่งดับสงบ คือ มันชอบลากเราลงไปฟาดกับพื้นตลอดเลยจนต้องนอน นอนก็ไม่กล้าทำเยอะ กลัวไม่ถูก แล้วก็มีสั่นจากของวันก่อนมาหลอน ทั้งวันเลย


11/1/2565

สอบอารมณ์ บอกพระอาจารย์ว่าให้ทำเพิ่มอีกหนึ่งวันห้ามคุยกับใครเด็ดขาด และก็ให้อยู่กับตัวเองให้มาก เดินเสร็จ นอนอธิษฐาน 30 นาที แล้วมา นั่งอธิษฐาน 1 ชั่วโมง ยังไงก็ต้องได้ คือเรายังไม่มั่นใจเลยว่าจะได้ มันจะได้ยังไง ถามพระอาจารย์ว่าให้ตั้งเวลายังไง ถ้าตั้ง 1 ชั่วโมงแล้ว ขอ 5 นาทีมันจะรู้ได้ยังไงว่า มัน 5 นาที คือ พระอาจารย์บอกก็มันยังไม่ดับ ไม่ต้องกำหนดมากวิริยะเยอะ ให้รู้เฉย ๆไปเรื่อย ๆ


เดิน ๆ นอน ๆทั้งวันมันนั่งไม่ได้ มันเอาแต่จะลากลงไป ฟาดกับพื้น ก็เลย นอนกำหนด รู้เลยว่าฟุ้งมาก เห็นทั้งแนวทางการฟุ้งก็ฟุ้งจากเรื่องที่คุย ทั้งนั้น เป็นกรรม เกิดเพราะทำเอง เข้าใจแล้วว่าการอยู่กับปัจจุบันมันยาก 

ทีนี้พอดึก ๆเริ่มอธิษฐานได้มีความสงสัย เพราะว่าตั้งเวลาไว้แล้วมันกะเวลาพลาด อารมณ์มันเหมือนกับว่าเรารู้ว่าเวลามันหายไปทั้งๆที่เรารู้ว่ามันไม่นานขนาดนี้ และเราสะดุ้งทุกครั้งที่ขึ้นมา เพราะว่ากลัวจะพลาดการดับสงบไป ทำอยู่จนถึงตีห้า จนคิดว่าใช่แล้วอันนี้ถ้าไม่ใช่ก็ไม่มีแล้วเพระาว่า ไม่รู้แล้วว่าคืออะไร 

การจะดับสงบได้ มันจะมีความฟุ้งเข้ามาถ้าฟุ้งหรือว่าคิดว่าอยากให้เกิดก็คือฟุ้ง มันไม่เกิด หรือต่อให้กำหนดแรงๆ มันก็ไม่เกิด มันต้องปล่อยให้รู้ปัจจุบัน และ ระหว่างการเดินจงกรม มันจะง่วง ๆซึม ๆลงและก็มีพื้นแยกเหมือนพื้นมันเลื่อนได้ แต่เราไม่รู้จะวางขาลงตรงไหน ก็จะนั่งได้ 

เวลากำหนดลงไปคือ หลัง ๆ มันจะไม่ได้รู้สึกตัวเต็ม 100 เหมือนเหลือ 50 เปอร์เซนและก่อนจะเข้าสภาวะมันจะมีอะไรเปลี่ยนไป แต่อย่าไปสงสัยมากก็แค่รู้กำหนดเหมือนปกติผ่านไป  แล้วก็จะสะดุ้งตื่นเมหือนคนตื่นสาย แล้วแม่ง งง ๆ ว่าใช่ หรือไม่ใช่ คือเป็นอยู่หลาย รอบมาก จนคิดว่าน่าจะใช่



12/1/2565

สอบอารมณ์ พระอาจารย์บอกว่า ได้แล้ว และให้เล่าให้คนอื่นฟัง จากนั้นให้ใบทวนญาณมา

ให้ทำอย่างน้อย 6 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง

วันนี้ทำ ไปตอนเช้า 2 บัลลังค์ เพลิน ๆ ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย เสร็จ สี่โมง มีการขนพระครูบาศรีวิชัย 

ช่วยขนเสร็จแล้วมาต่ออีกบัลลังค์ตอน สี่ทุ่ม

สิ่งที่ต่างไปคือ เดินระยะสามปกติ จะมีมดไต่หน้า วันนี้ทั้งวันไม่มีเลย แล้วเวลาที่นั่งก็เพลิน ๆมี โดนลากลงไปฟาดพื้นอีกแล้ว

กับเวลากำหนด ว่านั่งหนอ ปกติ จะมีความรู้สึก อยู่ว่า

1. เหมือนมีหมุดปักลงตรงพื้นที่เรานั่งแล้วโยกเราไปข้างหลังเล็กน้อย

2. เหมือนเราเป็นตุ๊กตาล้มลุก โยกหน้าหลังเล็กน้อย

3. พื้นเลื่อน ไปเรื่อย ๆเลย แล้วหยุดทุกครั้ง ที่ออกจากบริกรรมนั่งหนอ

4. ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย


ตอนนี้เราไม่สนใจแล้วว่าจะมาแบบไหน มันก็เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

มีตาสั่นไปมา แต่คิดว่าเพ่งๆ

คือมันสบาย ๆญาณนี้ ทำได้เรื่อย ๆ



13/1/2565

สอบอารมณ์ พระอาจารย์บอกว่า อย่าลืมกำหนดเวลามันเฉย ๆและก็ความที่ไม่มีอะไรมันคือความมีอย่างนึง

วันนี้ได้ใบทวน ภังคญาณ


ญาณนี้ รู้สึกอึดอัด และโทสะ รวมไปถึงเศร้า นั่งไปจะร้องไห้ ความรู้สึกแย่มันมาก่อน ตามมาด้วยถ้าไปถามมันจะลากหาเรื่องมาปรุงทำให้มันมีเรื่อง ก็ พยายามกำหนดตามจริง ไม่ชอบหนอ ๆ รู้หนอ ๆ มันก็อยู่ได้ แต่อึดอัด ท้อแท้ คือความรู้สึกที่ไม่ดีมันมาหมดเลย แต่ต้องผ่านมันไปให้ได้


14/1/2565

สอบอารมณ์ วันนี้สอบอารมณ์รวม พระอาจารย์บอกสภาวะที่เกิดขึ้นมันคือ อนัตตา นะ ดีกว่ามาพูดว่าไม่ใช่ของเรา มันไม่เข้าใจ คือมันควบคุมอะไรไม่ได้ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ

หลังจากนั้นท่านได้สอนเรื่อง ปีติ ทั้ง 5 ประโยชน์ ของการเดินจงกรม และทำไมเดินจงกรมต้องนั่งสมาธิ

วันนี้ ได้ใบทวนญาณ ภยญาณ


นั่งไปแล้วฟุ้งแต่เรื่องงาน เรื่องจะอยู่ไม่ได้อนาคตที่ไม่แน่นอนความเครียด แล้วก็กลัว ทุกอย่าง ทั้งๆที่คำนวณไว้เยอะมากแล้วก็ยังกลัว แบบ อยู่ไม่ได้ปฏิบัติได้ยากมาก แล้วก็อยู่ไมไ่ด้เลยทั้งวัน อยากออกวัดมากไปถอนเงินจากอีกบัญชี 


15/1/2565

สอบอารมณ์ ภยญาณ ภย คือ ภัย การเห็นภัย ทำให้มีความกลัว ในทุกสิ่งอย่างเห็นความไม่เป็นสาระและความน่ากลัวในวัฏฏะ วันนี้ได้ใบทวนญาณ อาทีนวญาณ

ตอนทำรู้สึกไม่เบื่อ เรื่องที่ฟุ้งก็ไม่หนักหนา มาก ตอนนั่งกำหนดจุดไม่ค่อยครบ มันจะจำอะไรไม่ได้ แต่พยายามได้แต่ก็จะเหนื่อย เหมือนเห็นความเป็นลำดับ ความเป็นไปแบบนั้น คิดถึงอนาคต แต่ก็รู้ว่าจิตปรุงแต่งเพราะว่าตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในอนาคต เราอยู่วัด ซึ่งต้องกำหนดคลุมให้ดี 


16/1/2565

สอบอารมณ์ อาการที่เกิดขึ้นถูกแล้ว อาทีนวญาณ ก็เป็น อนัตตาอีกตัวคือ มันมีแรงเสียดทาน จะทำอะไรมันก็เอาอย่างใจเราไม่ได้ ดังนั้นจะไปบังคับมันไม่ได้หรอก


ตั้งแต่ อุทยัพพยญาณ นั้นคือ การเห็นการเกิดดับ ดังนั้น มันจะฟุ้งเยอะมากเพราะว่ามีการเกิดดับของดวงจิตเยอะมาก แต่อุทยัพยญาณ นั้นมันข่มนิวรณณ์ห้าไว้หมดแล้ว ทำให้เกิดดับบ่อย(สัปปะหงก) แต่จะไปกำหนดมันไม่ได้นะ มันเป็นวิญญาณขันธ์ที่เบาบางไว้ในการเห็นเฉย ๆเปรียบเสมือนมือ และนิ้วทั้งห้า มือคือ จิต นิ้วทั้ง 5 คือ ขันธ์ 5 ตอนที่ดูเกิดดับในอุทยัพยญาณนั้นคือ เหลือแต่วิญญาณขันธ์เพื่อดูจิต แต่ขันธ์อื่น ๆดับหมด ส่วนตอนดับสงบนั้น ขันธ์ 5 ดับหมดเหลือแต่จิต ดังนั้นถ้าเปรียบการหุบนิ้วกางนิ้วก็ต้องใช้พลังงาน ก็คือัปปนาสมาธิ


มา ภังคญาณ นั้นเมื่อเห็นเกิดดับใน อุทยัพยญาณ แล้ว ภังคญาณ มันเห็นตอนไปเป็นส่วนใหญ่ คือตอนดับไป ทำให้จะกำหนดก็กำหนดไม่ทัน


ภยญาณ ก็เห็นภัยในวัฏฏสงสาร คือ ขันธ์มันไม่เที่ยง หรือคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมา คิดอยากช่วยคนอื่น รู้สึกหน่วงๆ หนัก ๆ 


มา อาทีนวญาณ คือ ที่ทำ(จำที่พระอาจารย์อธิบายศัพท์เพิ่มไมไ่ด้


แล้วนอกจากนั้นแล้วการทวนญาณ ยังมีในรูปแบบของ กีฬาญาณด้วย คืออธิษฐานขอ หลายๆ ญานในบัลลังค์เดียว


รวมไปถึงถามเรื่อง ตอนเกิดดับของเข้าอธิษฐาน พระอาจารย์บอกมันถูกแล้วคือเห็นชัดก็เป็นแบบนี้แหละ 

แต่ถ้าบางคนไปจ้องมาก ๆมันก็ไม่เห็นอาจจะไม่เกิดเลย


ต้องเพียร แต่ไม่พยายาม ต้องอดทน แต่ห้ามทน


วันนี้ นิพพิทาญาณ สองบัลลังก์แรก สบาย ๆไม่ค่อยมีอาการอะไร บัลลังก์ที่สามนี่อยู่ไม่ได้เลย เศร้า เครียดไม่อยากอยู่แล้ว มันเหนื่อย ชีวิต หันไปทางไหนก็เหนื่อย ต้องทำอะไรเพื่อให้อยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายก็ตายอยู่ดี ที่ผ่านมาก็ทำมาเพื่อให้อยุ่มาได้ มาตอนนี้ก็ทำให้อยู่ต่อไป ชีวิตมันน่าเบื่อมากเลย


17/1/2565

สอบอารมณ์ นิพพิทาญาณ คือญาณ ออกบวชของพระพุทธเจ้า ความรู้สึกมันจะเบื่อ อึมครึม ๆเพราะว่ามันเห็นความไม่เป็นสาระของสิ่งทั้งปวง ไม่มีแก่นสาร เลยทำให้อยากละไม่อยากทำอะไร มารอาจจะเข้ามาทำให้เราไม่อยากอยู่ สัมมาทิฏฐิ คือการปฏิบัติธรรม และบางคนอยากออกบวช แต่การบวชพระอาจารย์บอกนี่ต้องกำหนดอิริยาบถย่อย เพราะว่ามีอะไรให้ทำเยอะ พระพุทธเจ้าเห็นนางสนมน้ำหลายไหล เห็นความไม่งามในวัฏฏะ มันเลยเบื่อไร้ซึ่งแก่นสารของชีวิตนี้ก็ออกบวช ซึ่งจะสังเกตุได้ว่า ภยญาณ อาทีนวญาณ และ นิพพิทาญาณ มันเหมือน ๆกันแต่แรงต่างกันเรียงตามลำดับไป


วันนี้เปลี่ยนอารมณ์เป็น มุญจิตุกัมยตาญาณ 

ปกติเวลากำหนดถึงเข่าเราจะกลัวมากแต่รอบนี้เฉย ๆมีความรู้สึก เดินก็อยากนั่ง นั่งก็อยากเดิน แล้วก็ ฟุ้งอะไรมาก็อยู่ด้วยได้ ไม่ได้ รู้สึกแย่ แต่มีการตามดู จิตเรื่องที่รู้สึกแย่เข้าไป จนสงสัยว่า มันก็ไม่มีอะไร แต่ในความไม่มีอะไรคือแก้โดยสันโดษ และอนิจจังได้นั้น ในชีวิตจริงคนเรายังมีเงื่อนไขอีกเยอะ มันดูจะแก้ กันไปคนละทางจริง ๆ


18/1/2565

สอบอารมณ์

การที่ไม่กลัวเข่าแล้วเพราะว่าเราได้รับบทเรียนแล้วได้ผ่านมาแล้ว มันเลยไม่ได้กลัวเหมือนเดิม ตอนนิพิทาญาณ มันหน่ายในสังขาร ทั้งหลาย พอมา มุญจิตุกัมยตาญาณ มันไม่เอาแล้วอยากไปให้พ้น ๆ

ใบญาณจะเป็นกลุ่ม ๆ พระพุทธเจ้าใช้สอนในการฝึกจิตของเรา

คำถามพระอาจารย์ว่า เวลากำหนด ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ มันเลยปัจจุบันไปแล้วหนิ เพราะว่า มันคิดถึงคำในอนาคต 

คำตอบ พระอาจารย์ บอกว่าตัว สติ คือตัวระลึกรู้ นี่แหละ คือการระลึกรู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ ตัวนี้มันเหมือน censor รถที่คอยบอกจิตให้ทำตามตัวสติ คือตัวระลึกรู้ ว่าต้องไปทางไหน มันเป็นเหมือนตัว เคลียทางให้จิตเดินได้สะดวก เปรียบ ว่า สติ เป็นเหมือน รปภ หรือ เซนเซอร์  ส่วนจิต เหมือน ผู้จัดการ แล้วร่างกายเราคือพนักงาน เวลาจะทำอะไร สติต้องมาก่อน ถ้าสติมาแล้วจิตมันไม่ทัน จิตมันก็ไม่ได้สั่งให้ร่างกายทำอะไร


เวลาที่สติรู้มาก แล้วจิตมันตามทันก็จะเกิดการรู้ มีสมาธิ และการที่เห็นรายละเอียดการรับรู้ของกาย เช่น ลมที่ผ่านเท้า การหย่อนตึงของขา หรือการเคลื่อนไหว ตัวนั้นคือ สัมปชัญญะ คือความรู้ตัวทั่วพร้อม นั่นแปลว่าสติมันดีและมีสัมปชัญญะ


คำถาม เวลากำหนดเห็นฟุ้ง เรื่องไม่ดีแล้วต่อให้กำหนดฟุ้งหนอ ไม่ชอบหนอแล้วมันไม่หยุด ก็เลยอยากรู้ว่ากลัวอะไรกำหนดรู้หนอต่อไป และเข้าไปพิจารณาความไม่ชอบและความกลัวที่เกิดขึ้น จนสุดท้ายก็เห็นว่ามันเป็นการปรุงแต่งเรื่องในอนาคต ที่ยังไม่เกิดขึ้น ในทางธรรม นั้นแค่พิจารณาได้ ก็ตัดได้ และปัญหาส่วนใหญ่คือเรื่องของการที่เราไม่สันโดษ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น ในทางธรรมตัดได้เพราะว่ามันเป็นอนาคตที่ฟุ้ง แต่มันขัดกับโลกความเป็นจริง เพราะว่าเราโตมามากพอที่จะเรียนรู้ว่าถ้าไม่ทำบางอย่างในอนาคตจะเกิดปัญหา แต่ในทางธรรมการกำหนดรู้และไม่ทำมันอาจจะทำให้เราเป็นสุข แต่ปัญหานั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้นสูงถ้าเราไม่ทำอะไร


คำตอบ นั่นคือตัวปัญญา เมื่อพิจารณาแล้วมีปัญญา ตัวปัญญาจะเข้ามาแก้ไขเอง ในโลกแห่งความเป็นจริง คนเราจะคิดหาคำตอบทางเดียว เมื่อก่อนเวลาเจอปัญหาเราจะคิดแบบเดียว ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันมีหลายแบบ เหมือนคนใช้ชีวิตบางคนไม่เข้าวัดทำบุญเลยไม่ปฏิบัติเพราะไม่มีเวลาเลย  หรือบางคนอยากได้ผลเร็ว ๆ ไปขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย อยากได้ผลเร็วๆ เพราะว่าปัญญายังไม่มา เมื่อมีปัญญา ตัวปัญญาจะเข้ามาช่วยให้เรามองเห็นทางเลือกที่เยอะขึ้น และวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลายขึ้น มันจะเข้ามาช่วยเอง ซึ่งตัวปัญญานี้เอง มันก็ต้องขึ้บกับ สติ และจิต ของแต่ละคน


สอบอารมณ์มา มีเรื่องเกี่ยวกับที่คุยกันด้วย 

1. พระอาจารย์บอกว่า คนเรามันไม่เหมือนกัน เพราะว่าจิต มันไม่เหมือนกัน ดังนั้นแต่ละคนจะทำอะไรก็ขึ้นกับจิตของเค้าเอง เราจะไปบอกให้ใครทำอะไรมันขึ้นกับว่า ปัญญา และสติเค้าจะทำไหม


2. สันตุฏฐี จ เอตัมมังคลมุตตมัง ความสันโดษ นั้นคือ พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ พอใจยินดีในสิ่งที่มีที่ได้


การพอใจในสิ่งที่มีคือความรู้น้อยเราก็ต้องได้น้อย อยากได้มากก็ต้องไปเรียนรู้เพิ่ม

ได้อะไรมา ถ้ามันมากกเกินกว่าที่เราจะรับได้ เราก็ต้องบริจาคออก 

เหมือนได้เงินมาเยอะ อยากได้รถ เลยไปซื้อรถ ถ้าขับรถไม่เป็นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร 

หรือพ่อแม่ เป็น ซาเล้ง แล้วลูกได้ โบนัสมา กตัญญูเลยซื้อ big bike ให้พ่อแม่ มันก็เกิดความพอดีไป


ความพอใจในสิ่งที่มีก็ไม่ได้แปลว่าไม่ให้ขวนขวาย แต่ว่ามันต้องเข้าใจเหตุและปัจจัยว่ารู้น้อยจะได้มากเป็นไปไม่ได้ และพอมีมากมันก็ได้มาก และถ้ามีมาก ให้คนอื่น มันก็ได้มากขึ้นอีก


วันนี้ขึ้นญาณใหม่ คือ ปฏสังขาญาณ พระอาจารย์บอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนญาณ



Comments

Popular posts from this blog

รูป 2

หนึ่งศาสดา หลายสายธรรม