อภิธัมมัตถสังคหะ

     ท่านพระอาจารย์อนุรุทธาจารย์รจนาพระอภิธรรมมัตตถสังคหะนั้น ท่านได้แบ่งออกเป็น ๙ ปริจเฉทด้วนกัน คือ :

    ปริเฉทที่ ๑    แสดงเรื่องจิตปรมัตถ์          ชื่อ จิตตสังคหะวิภาค

    ปริเฉทที่ ๒    แสดงเรื่องเจตสิกปรมัตถ์    ชื่อ เจตสิกสังคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๓    แสดงการรวมรวมธรรมต่าง ๆที่เกี่ยวเนื่องกับจิต และเจตสิก คือ เวทนา เหตุ กิจ ทวาร อารมณ์ และวัตถุ ชื่อว่า ปกิณณกสังคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๔    แสดงเรื่องการงานของจิต คือวิถีจิต ชื่อ วิถีคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๕    แสดงเรื่องจิตที่พ้นวิถี ตลอดจนธรรมที่สัมพันธ์กัน ชื่อ วิถีมุตตสังคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๖    แสดงเรื่องรูปปรมัตถ์และนิพพาน ชื่อ รูปสังคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๗    แสดงธรรมที่สงเคราะห์เข้าเป็นหมวดหมู่ รวมกันได้ ชื่อว่า สมุจจยสังคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๘    แสดงปรมัตถธรรมที่เป็นปัจจัยอุปการะกัน ตลอดจนบัญญัติธรรม ชื่อ ปัจจยสังคหวิภาค

    ปริเฉทที่ ๙    แสดงการปฏิบัติสมถะ และวิปัสสนา ชื่อว่า กัมมัฏฐานสังคภวิภาค


การเข้าถึงพระพุทธศาสนามี ๓ ประการ

๑. ปริยัติศาสนา ได้แก่ การศึกษาคำสอนให้เกิดความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติ โดยย่อแล้ว ปริยัติศาสนา ได้แก่ การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยในพระไตรปิฎกให้เข้าใจนั่นเอง

๒. ปฏิบัติศาสนา ได้แก่ การปฏบัติธรรม ตามที่ได้ศึกษามาจากปริยัติมีอยู่ ๓ อย่างคือ ปฏิบัติด้วย ศีล, สมาธิ, ปัญญา

๓. ปฏิเวธศาสนา ได้แก่ ผลที่เกิดขึ้นจากปริยัติ และปฏิบัติที่ถูกต้อง                                                                คือ นวโลกุตรธรรม ๙ ได้แก่ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนในเรื่องอะไร ?

    ตลอดเวลา ๔๕ พรรษา นับตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก้ได้แสดงธรรมแก่ไวไนยสัตว์ เพื่อให้พ้นจากทุกข์ด้วยความหมดจดจากกิเลส ซึ่งเมื่อรวมคำสอนทั้งสิ้นแล้ว ก็ได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์สงเคราะห์ไว้เป็นปิฎก แบ่งออกเป็น ๓ ปิฎก เรียกว่า พระไตรปิฎก ได้แก่

    1. พระวินัยปิฎก    มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
    2. พระสุตตันตปิฎก มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
    3. พระอภิธรรมปิฎก มี ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์


มหัคคคตะ ดู มหรคต 
    "อันถึงความเป็นสภาพใหญ่" "ซึ่งถึงความยิ่งใหญ่" หรือ "ซึ่งดำเนินไปด้วยฉันทะวิริยะจิตตะ และปัญญาอย่างใหญ่" คือ เข้าถึงฌาน, เป็นรูปาวจร หรือ อรูปาวจร, ถึงระดับวิกขัมภนวิมุตติ (เขียนอย่างบาลีเป็น มหัคคตะ) ดู ปริตต์2


ปริตต์, ปริตร 
  1. น้อย, เล็กน้อย, นิดหน่อย, ต่ำต้อย, ด้อย, คับแคบ, ไม่สำคัญ(ตรงข้ามกับ มหา หรือมหันต์) 
  2. สภาวะที่ด้อย หรือคับแคบ หมายถึงธรรมที่เป็นกามาวจร พึงทราบว่าธรรมทั้งปวง หรือสิ่งทั้งหลายประดามีนั้น นัยหนึ่งประมวลจัดแยกได้เป็น ๓ ประเภท ได้แก่ ปริตตะ (ธรรมที่ด้อย หรือคับแคบ หรือเป็นกามวจร) มัคคตะ หรือมหรคต (ธรรมที่ถึงความยิ่งใหญ่ คือเป็นรูปาวจร หรืออรูปาวจร) และ         อัปปามาณะ (ธรรมที่ประมาณมิได้ คือเป็นโลกุตตระ) ดู กามาจวจร 

กามาวจร
    ซึ่งท่องเที่ยวไปในกามภพ, ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับกาม ได้แก่ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ทุกสิ่งทุกอย่างประดามีที่เป็นไปในกามภพ ตั้งแต่อเวจีมหานรกถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ดู ภพ, ภูมิ

ภพ ๓(ภาวะชีวิตของสัตว์, โลกที่เป็นอยู่ของสัตว์ - existence; sphere)
  1. กามภพ (ภพที่เป็นกามาวจร, ภพของสัตว์ผู้ยังเสวยกามคุณคืออารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ อบาย ๔ มนุษยโลก และ กามาวจรสวรรค์ทั้ง ๖ - the Sense-Sphere)
  2. รูปภพ (ภพที่เป็นรูปาวจร, ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงรูปฌาน ได้แก่รูปพรหมทั้ง ๑๖ - the Form-Sphere; Fine-Material Sphere)
  3. อรูปภพ (ภพที่เป็นอรูปาวจร, ภพของสัตว์ผู้เข้าถึงอรูปฌาน ได้แก่อรูปพรหม ๔ - the Formless Sphere; Immaterial Sphere)


ภูมิ

  1. พื้นเพ, พื้น, ชั้น, ที่ดิน, แผ่นดิน
  2. ชั้นแห่งจิต, ระดับจิตใจ,​ ระดับชีวิตมี ๔ คือ 
    1. กามาวจรภูมิ ชั้นที่ยังท่องเที่ยวอยู่ในกาม
    2. รูปาวจรภูมิ  ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป หรือขั้นของพวกที่ได้รูปฌาน
    3. อรูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูป หรือชั้นของพวกที่ได้อรูปฌาน
    4. โลกุตรภูมิ ชั้นที่พ้นโลก หรือระดับพระอริยบุคคล
            เรียกให้สั้นว่า กามภูมิ, รูปภูมิ, อรูปภูมิ และ โลกุตรภูมิ ภูมิ ๔ นี้ จัดประเภทได้เป็น ๒ ระดับ คือ 
สามภูมิแรก เป็นโลกียภูมิ
ส่วนภูมิที่สี่ เป็นโลกุตรภูมิ 
บางทีเรียก โลกียภูมิ ๓ นั้นรวมกันว่า "ไตรภูมิ"

ใน ภูมิ ๔ นี้ สามภูมิแรก คือโลกียภูมิ ๓ แยกย่อยออกไปได้เป็น ภูมิ ๓๑ คือ 
  1. กามาวจรภูมิ ๑๑ แบ่งเป็น 
    1. อบายภูมิ ๔ (นิรยะ - นรก, ติรัจฉานโยนิ - กำเนิดดิรัจฉาน, ปิตติวิสัย - แดนเปรต, อสุรกาย - พวกอสูร)
    2. กามสุคติภูมิ ๗ (กามาวจรภูมิที่เป็นสุคติ คือ มนุษย์ และเทพชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี)
  2. รูปาวจรภูมิ ๑๖ ระดับของรูปพรหม แบ่งเป็น
    1. ปฐมฌานภูมิ ๓ (พรหมระดับปฐมฌาน ๓ คือ พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหมา)
    2. ทุติยฌานภูมิ ๓ (พรหมระดับทุติยฌาน ๓ คือ ปริตตาภา อัปปมาณาภา อาภัสสรา)
    3. ตติยฌานภูมิ ๓ (พรหมระดับตติยฌาน ๓ คือ ปริตคสุภา อัปปมาณสุภา สุภกิณหา)
    4. จตุตถฌานภูมิ ๗ (พรหมระดับจตุตถฌาน ๗ คือ เวหัปผลา อสัญญีสัตว์ สุทธาวาส ๕[ที่เกิดของพระอนาคามี ๕ คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา] 
  3. อรูปาวจรภูมิ ๔ ระดับของอรูปพรหม (พรหมระดับอรูปฌาน ๔ คือ อากาสานัญจายตนภูมิ วิญญาณัญจายตนภูมิ อากิญญจัญญายตนภูมิ เนวสัญญาสัญญายตนภูมิ)
    คำว่า "ภูมิ" นี้ มีความหายใกล้เคียงกับคำว่า "ภพ" ซึ่งบางทีก็พูดควบคู่ไปด้วยกัน แต่ที่แท้นั้น ภูมิหมายถึงระดับของจิตใจ ส่วนภพหมายถึงภาวะชีวิตของสัตว์ หรือโลกที่อยุ่ของสัตว์ ดังนั้น ภูมิจึงมี ๔ เพราะนับโลกุตรภูมิด้วย 
    ส่วนภพมีเพียง ๓ เพราะโลกุตรภพไม่มีแต่ในที่ไป 

Comments

Popular posts from this blog

รูป 2

หนึ่งศาสดา หลายสายธรรม